ศูนย์ อปพร.

แนวความคิดการพัฒนา อปพร. และการประชาสัมพันธ์สู่ระบบรากหญ้า

                                                                                               

ผล สืบเนื่องจากความเจริญของโลกในยุคโลกาภิวัฒน์ที่มีการใช้ทรัพยากรอย่างไม่ ประหยัด และใช้อย่างไม่ฉลาด ทำให้สิ่งแวดล้อมของโลกถูกทำลายและเสื่อมโทรมลง ดุลยภาพแห่งธรรมชาติ  (NATURE BALANCE) ได้รับผลกระทบ  ก่อ ให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่มีผลเชิงลบในรูปแบบปรากฎการณ์ภัยทางธรรมชาติที่ เป็นสาธารณภัย สร้างความหายนะแก่ชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนอย่างใหญ่หลวง ซึ่งภัยเหล่านี้มนุษย์ยังไม่สามารถขจัดหรือควบคุมได้
ภัยต่างๆ ที่เป็นสาธารณภัยที่สร้างความเดือดร้อยแก่มนุษยชาติ สามารถจำแนกได้เป็น  2 ลักษณะ คือ
1.  ภัย จากธรรมชาติ สิ่งเกิดขึ้นตามธรรมชาติ เช่น วาตภัย อุทกภัย ภัยจากแผ่นดินไหว ภัยจากความแห้งแล้งและหนาวเย็น ภัยจากภูเขาไฟระเบิดซึ่งภัยประเภทนี้ไม่รู้ว่าจะเกิดขึ้นเมื่อไหร่ ที่ไหนรุนแรงมากน้อยเพียงใดระยะเวลาของภัยจะยาวนานกี่วันแต่ความก้าวหน้าทาง วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในยุคปัจจุบันรวมทั้งอาศัยประสบการณ์และความช่าง สังเกตของมนุษย์ในปรากฎการณ์ทางธรรมชาติอย่างต่อเนื่องตลอดมา ทำให้สามารถพยากรณ์ความน่าจะเป็นไปได้ว่า   ภัยธรรมชาติบางประเภทจะเกิดขึ้นที่ไหน  เมื่อไหร่
2.  ภัยที่เกิดจากมนุษย์ก่อขึ้น ซึ่งมักมาจากความประมาทหรือจงใจให้เกิดขึ้น    เช่น     อุบัติเหตุทางถนน ภัยจากสารเคมี ภัยจากการก่อวินาศภัย
ผลจากการปฏิรูประบบราชการของรัฐบาลwด้มีการออกพระราชบัญญัติปรับปรุงระทรวง ทบวง  กรม พ.ศ. 2545  ทำให้เกิดกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กระทรวงมหาดไทย  มีภาระหน้าที่ในการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย  ฟื้นฟูสภาพพื้นที่เมื่อภัยสิ้นสุด
ดังนั้น  ภารกิจหน้าที่ของกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย  (กรมปภ.)  จึงมีขอบเขต  กว้างขวาง    แต่เมื่อเปรียบเทียบกับอัตรากำลังเจ้าหน้าที่และงบประมาณที่รัฐบาลจัดสรรให้กับ
ภารกิจ ที่ได้รับมอบหมายในการบริหารจัดการสาธารณภัยที่เกิดขึ้นในแต่ละปี จึงเป็นภาระที่หนักยิ่งของผู้บริหารที่จะต้องบริหารทรัพยากรที่มีจำกัด แต่ต้องช่วยเหลือผู้ประสบภัยต่างๆ มากมายทั่วประเทศ
อย่างไรก็ตาม   ในปัจจุบันการจัดสรรงบประมาณของรัฐบาลจะต้องจัดสรรให้แก่   องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นตามเงื่อนไขบังคับของกฎหมาย    แต่งบประมาณที่จะใช้บริหารการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยของกรม ปภ.   ทั้งในส่วนกลางและส่วนกลางในภูมิภาค    มีอยู่จำนวนจำกัด นับวันจะต้องลดลงตามกรอบของนโยบายการลดอัตรากำลังคนภาครัฐ  ดังนั้น  กรม ปภ. จะต้องกำหนดแนวทางการแก้ไขปัญหาดังกล่าว  โดยให้ความสำคัญในเรื่องการมีส่วนร่วมของประชาชน(PEOPLE  PARTICIPATION)  เป็นกลยุทธ์สู่ความสำเร็จในการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ซึ่งสอดคล้องกับบทบัญญัติของกฎหมายรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540  ที่ส่งเสริมให้ประชาชนมีส่วนร่วมในกิจกรรมของรัฐ รวมทั้งระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วย  การสร้างระบบการบริหารกิจการบ้านเมืองและสังคมที่ดี พ.ศ. 2542   ก็ให้ความสำคัญกับหลักความมีส่วนร่วมของประชาชน

บทบาทขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในด้านการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย

การสนับสนุนให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น  โดยเฉพาะ อบต.   ให้มีส่วนร่วมในการ
ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย จึงสอดคล้องกับนโยบายแห่งรัฐ และสามารถดำเนินการได้อย่างเป็นรูปธรรม   เช่น             

  1. การตั้งงบประมาณในข้อบังคับประจำปีเพื่อสนับสนุน

1.1  การสงเคราะห์ผู้ประสบภัย
1.2  การอบรมความรู้ด้านสาธารณภัยแก่ประชาชน
1.3  การอบรมอาสามัครป้องกันภัยฝ่ายพลเรือน (อปพร.)
1.4  อุดหนุนการปฏิบัติงานของ อปพร.
2. ให้มีหน่วยงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยในโครงสร้างการบริหารงานของ อบต.
3. การวางแผนแก้ไขสาธารณภัยในเขตพื้นที่ อบต.ในระยะยาว
ในการที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจะดำเนินการดังกล่าว จำเป็นจะต้องมีการประชุม สัมมนาซักซ้อมผู้บริหารให้มีความเข้าใจ    และเห็นความจำเป็นของงานป้องกันและบรรเทา
สาธารณภัยในเขตพื้นที่ของท้องถิ่น
ข้อเสนอขั้นตอนระดับการอบรมสู่ “อปพร.”
ในฐานะที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีจุดเด่นที่อยู่ใกล้ชิดกับประชาชน   และศักยภาพ
ทางการคลังสามารถที่จะสนับสนุนให้ประชาชนในเขตพื้นที่มีความรู้ด้านสาธารณภัย         โดยทำหน้าที่เป็นเจ้าภาพร่วมกับ ปภ.จังหวัดจัดอบรมให้ความรู้แก่ประชาชน และเตรียมประชาชน
ให้มีความพร้อมเข้าสู่หลักสูตรการอบรม “อาสาสมัครป้องกันภัยฝ่ายพลเรือน” (อปพร.) โดยให้ผ่านการอบรม  ขั้นต่างๆ และใช้หลักสังคมมิติ (SOCIO – METRIC)
ในขณะนี้ แม้ว่าตามสถิติจะมีสมาชิกอาสาสมัครป้องกันภัยฝ่ายพลเรือน (อปพร.)  ทั่วประเทศประมาณ   200,000 คนเศษ  แต่โดยข้อเท็จจริงจะมากในเชิงปริมาณ  แต่ในด้านคุณภาพคงจะต้องปรับปรุงฟื้นฟูในโอกาสต่อไป  ทั้งนี้  เนื่องจากการอบรม อปพร.ที่ผ่านมาอาจไม่เน้นเข้มงวดในการกลั่นกรองคุณสมบัติผู้เข้าอบรม  ที่จะต้องพร้อมทั้งวัยวุฒิ     คุณวุฒิ  และอุดมการณ์ที่จะช่วยเหลือประชาชน บางส่วนเกิดจากการอุปถัมภ์ผลักดันทางด้านการเมือง ดังนั้นในโอกาสต่อไป  ผู้ที่จะเข้าอบรมหลักสูตร “อปพร.” องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจะต้องกำหนดให้ผู้เข้าอบรมต้องผ่านการ อบรมตามขึ้นตอนดังนี้


ขั้นการอบรม

เนื้อหาการอบรม

สถานที่อบรม

ขั้นที่ 1
ใช้เวลา  1 วัน
คณะวิทยากร       ปภ.จังหวัด

-  ให้ความรู้ในด้านสาธารณภัยที่เกิดกับประชาชนในพื้นที่หรือคาดว่าจะเกิดในพื้นที่หมู่บ้าน

ดำเนินการในระดับหมู่บ้านโดยเฉพาะหมู่บ้านพื้นที่    เสี่ยงภัยเป็น  FIRST PRIORITY

ขั้นที่ 2

ใช้เวลา  1 วัน
คณะวิทยากร        ปภ.จังหวัดและอำเภอ

-  ฝึกปฏิบัติการป้องกันและบรรเทา    สาธารณภัย (ผู้เข้าอบรม คัดเลือกจาก    ผู้เข้าอบรมขั้นที่ 1 โดยใช้หลักสังคมมิติ (SOCIO – METRIC) หมู่บ้านละ 3 – 5 คน รวมทั้งตำบลประมาณ  40 – 60 คน)

 

ที่ทำการ อบต.

ขั้นที่ 3

ใช้เวลา  1 วัน
คณะวิทยากร        ปภ.จังหวัดและอำเภอ

-  ให้ความรู้ด้านกฎหมาย ปพร.        และระเบียบมหาดไทยว่าด้วย อปพร.เบื้องต้น
-  ฝึกการช่วยเหลือประชาชน (ผู้เข้า-    อบรมคือผู้ที่ผ่านการอบรมระดับ 2)

 

 

ที่ว่าการอำเภอ

 

ขั้นที่ 4
คณะวิทยากร ศูนย์ ปภ.เขตและกรม ปภ.

 

 

ศูนย์ ปภ.เขต

เทคนิคการค้นหาผู้เข้าอบรมที่มีคุณภาพ
ใน สภาพของสังคมชนบท ในแต่ละหมู่บ้านจะมีราษฎรที่มีวัยวุฒิ มีฐานะทางเศรษฐกิจ ช่วยเหลือตัวเองได้ มีความเมตตาอยู่ในจิตใจ พร้อมจะช่วยเหลือผู้อื่น แต่กลุ่มคนเหล่านี้มักจะ ไม่แสดงตนแม้จะมาเข้าร่วมประชุมก็จะอยู่มุมเงียบๆ หากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ไม่ว่าจะเป็น อบต. หรือเทศบาล สามารถดึงบุคคลประเภทนี้เข้ามาร่วมกิจกรรมหรือเข้าอบรมจนถึงหลักสูตร อปพร.ได้ หมู่บ้านจะได้ทรัพยากรมนุษย์ที่มีคุณค่ามาช่วยเหลือสังคมได้เป็นอย่างดี    ฉะนั้น       คณะวิทยากรผู้ดำเนินการอบรมจะต้องช่างสังเกตและช่วยค้นหาด้วย
นอกจากนี้ การใช้เครื่องมือด้านเทคนิคที่เกรียกว่า สังคมมิติ (SOCIO – METRIC)  ก็ จะช่วยให้ค้นพบบุคคลที่มีแววของผู้นำทางธรรมชาติในแต่ละหมู่บ้านได้เช่นกัน หากบุคคลเหล่านี้ได้อบรมจนถึงระดับ อปพร. จำนวนมากก็จะทำให้หน่วยอาสาสมัครป้องกันภัยฝ่ายพลเรือนทุกหน่วยมีความเข้ม แข็ง มีสมาชิก อปพร. ที่มีคุณภาพอันพึงปรารถนา
การสร้างมวลชนสัมพันธ์กับมวลสมาชิก อปพร.
การสร้างเครือข่าย อปพร. ทั้งปัจเจกบุคคลหรือศูนย์ อปพร. มีความจำเป็นอย่างยิ่ง  เพื่อผูกมัดร้อยรัดให้ อปพร.เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน เพื่อให้เกิดพลังในการปฏิบัติภารกิจร่วมกัน  ในอนาคต
ดังนั้น   ข้อมูลข่าวสารของ อปพร.จะต้องมีการสื่อถึงมวลสมาชิกอย่างต่อเนื่อง   โดยหน่วยงานของกรม ปภ.จะต้องเป็นศูนย์กลางในการสร้างมวลชนสัมพันธ์

บทบาทของสำนักงาน ปภ.จังหวัด

  1. จัดทำจดหมายข่าวถึงสมาชิก
    2.  จัดรายการวิทยุ โดยขอเวลาจากสถานีวิทยุต่างๆ เพื่อทำหน้าที่เป็นสื่อกลางของ อปพร.ทั้งจังหวัด พร้อมทั้งส่งขาวเผยแพร่ประชาสัมพันธ์กิจกรรมหรือความก้าวหน้าของศูนย์  อปพร. ต่างๆ   สู่สมาชิก

บทบาทของศูนย์ ปภ.เขต

กรม ปภ.  มีภารกิจหน้าที่ในฐานะเจ้าภาพที่จะต้องรับผิดชอบการป้องกันและบรรเทา
สาธารณ ภัย เพื่อลดความสูญเสียที่จะเกิดขึ้นแก่ประชาชนให้น้อยที่สุด ดังนี้ การประกาศเตือนภัยให้ประชาชนทราบล่วงหน้าอย่างรวดเร็วเป็นสิ่งที่จำเป็น หากศูนย์ ปภ.ทุกแห่งมีสถานีวิทยุกระจายเสียงเองก็จะสามารถปฏิบัติภารกิจได้อย่างมี ประสิทธิภาพ
ฉะนั้น กรม ปภ.สมควรจะยื่นเสนอขออนุมัติคลื่นความถี่วิทยุเพื่อจัดตั้งสถานีวิทยุกระจาย เสียงศูนย์ ปภ.เขต เพื่อรายงานข่าวด้านสาธารณภัย รวมทั้งข่าวของกิจการ อปพร.ในจังหวัดของศูนย์ ปภ.เขต

ปัจจัยที่เอื้ออำนวยในการจัดตั้งสถานีวิทยุกระจายเสีย

  1. กรม ปภ.มีบุคลากรด้านช่างเทคนิคจำนวนมาก หากได้รับการอบรมเพิ่มเติม ก็น่าจะสามารถปฏิบัติงานการควบคุมด้านเทคนิคได้
    2.  ศูนย์ ปภ.เขต ส่วนใหญ่มีอาณาเขตกว้างขวาง และมีเสาอากาศสูงขนาด 60 ม. น่าจะปรับปรุงเป็นเสาอากาศของสถานีวิทยุกระจายเสียงได้
    3.  บุคลากรของกรม ปภ.ที่มีพื้นฐานด้านนิเทศศาสตร์และด้านสื่อสารมวลชน อยู่กระจัดกระจายในกลุ่มงานต่างๆ จำนวนไม่น้อย สามารถรวมทีมดำเนินการบริหารกิจการวิทยุกระจายเสียงของกรม ปภ.ได้
    สำหรับ การจัดหาเครื่องส่งวิทยุ นอกจากจะขอรับการสนับสนุนจากงบประมาณแผ่นดินแล้วอาจจะขอรับการสนับสนุนแหล่ง ทุนจากภาคเอกชนหรือองค์กรต่างประเทศ

สรุป

การมีส่วนร่วมของประชาชนและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในงาน อปพร.จะเพิ่ม
ประสิทธิภาพ ของงานป้องกันและบรรเทาสาะารณภัยให้เกิดประโยชน์แก่ประชาชนยิ่งขึ้น ทั้งนี้ กรม ปภ.จะต้องสอดประสานรับภาระดำเนินการในส่วนที่ท้องถิ่นไม่สามารถดำเนินการได้     โดย เฉพาะบุคคลที่เป็นสมาชิก อปพร. นับได้ว่าเป็นผู้ที่เสียสละทุกคนปฏิบัติภารกิจด้วยใจ ไม่มีผลตอบแทนเป็นตัวเงิน ฉะนั้น ศักดิ์ศรีเกียรติภูมิ การยอมรับของสาธารณชนจึงเป็นสิ่งที่มีคุณค่ายิ่งหากเมื่อใดสถาบัน อปพร.ได้อยู่ในพระอุปถัมภ์ หรือพระบรมราชินูปถัมภ์ หรือพระบรมราชูปถัมภ์ ก็จะสร้างพลังให้มวลสมาชิก อปพร.ได้มีกำลังใจยิ่งขึ้นที่จะอุทิศตนทำงานเพื่อชาติ  ศาสน์  กษัตริย์อย่างสุดชีวิต

เอกสารอ้างอิง

  1. คู่มือปฏิบัติงานกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย  จัดพิมพ์โดยกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย
    กระทรวงมหาดไทย
    2. คู่มือปฏิบัติงานอาสาสมัครป้องกันภัยฝ่ายพลเรือน จัดพิมพ์โดยศูนย์อาสาป้องกันภัยฝ่ายพลเรือน
    กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กระทรวงมหาดไทย
    3. รอดตาย !  แปลโดย  กิตติกานต์  อิศระ  (THE WORST – CASE SCENARIO SURVIAL        
    HANDBOOK)   เขียนโดย  JOSHUA PIVEN AND DAVID BORGENICHT
    4. ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการป้องกันอุบัติภัยแห่งชาติ พ.ศ. 2535
    5. ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการสร้างระบบบริหารกิจการบ้านเมืองและสังคมที่ดี พ.ศ. 2542
    6. รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540